Japaninfo
แนะนำข้อมูลท่องเที่ยวญี่ปุ่นโดยเฉพาะภูมิภาคคันไซที่กลั่นกรองจากการไปชม สัมภาษณ์ ชิมอาหารด้วยตนเอง
ธรรมชาติอันงดงาม วัฒนธรรม ประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณกาล ความเป็นระเบียบร้อยและความซื่อสัตย์ของคนญี่ปุ่นทั่วไปมีพื้นฐานมาจากปัจจัยใด เพจนี้จะเดินเรื่องราวผ่านภาพและข้อมูลที่ admin เพจไปพบเห็นมาด้วยตนเอง และจะพยายามกลั่นกรองข้อมูลให้ดีก่อนนำเสนอ ตามมาเที่ยวด้วยกันนะคะ
28/09/2026
กรมอุตุนิยมวิทยาเป็นหน่วยงานเดียวในญี่ปุ่นเท่านั้นที่มีอำนาจประกาศเตือนภัย การสั่งอพยพเป็นอำนาจและหน้าที่ของส่วนราชการท้องถิ่น
(1) กรมอุตุนิยมวิทยาเป็นหน่วยงานภาครัฐภายใต้สังกัดกระทรวงที่ดินคมนาคมและสาธารณูปโภค ภายใต้ “กฎหมายงานด้านอุตุนิยมวิทยา” มีหน้าที่ป้องกันภัยพิบัติ เพิ่มความปลอดภัยด้านการคมนาคม ส่งเสริมสวัสดิการสาธารณะประโยชน์เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรม
(2) หน้าที่หลักๆได้แก่การเฝ้าดูและพยากรณ์ปรากฎการณ์ธรรมชาติตลอดเวลา พร้อมแจ้งให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว
- การเฝ้าดูภัยพิบัติครอบคลุมจากใต้ฝุ่น พายุฝน แผ่นดินไหว สีนามิ ภูเขาไฟระเบิด ฯลฯ และประกาศเตือนให้ประชาชนรับรู้
- รายงานพยากรณ์อากาศประจำวัน รายสัปดาห์ ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงต่อชีวิตประจำวัน
- บำรุงรักษาเครือข่ายในการตรวจวัด เช่นดาวเทียม เครื่องตรวจวัดน้ำฝน เครื่องวัดระดับแผ่นดินไหว เครื่องตรวจจับภูเขาไฟที่จัดตั้งไว้ทั่วประเทศ
- เฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและสภาพแวดล้อมโลก สำรวจสภาวะโลกร้อนในระยะยาว เช่นปรากฎการณ์แอลนีโย ฯลฯ
(3) เพื่อความเชื่อมั่นต่อข้อมูลและเพื่อรับผิดชอบต่อการป้องกันสาธารณภัย กรมอุตุนิยมวิทยามีอำนาจเด็ดขาดดังนี้
- เพื่อป้องกันความสับสน กรมอุตุนิยมวิทยาเป็นองค์กรเดียวที่สามารถประกาศเตือนภัยพิบัติ องค์กรเอกชนไม่มีสิทธิ์ประกาศเตือนภัยตามลำพัง
- บริษัทพยากรณ์อากาศเอกชนจะประกาศการพยากรณ์อากาศได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากกรมอุตุนิยมวิทยาแล้วเท่านั้น
- ลงทะเบียน “นักพยากรณ์อากาศ” ที่ผ่านการสอบใบอนุญาตจากรัฐบาล หากกระทำผิดก็จะลบออกจากทะเบียน
- สงวนสิทธิ์ในการกำหนดมาตรฐานการใช้เครื่องวัดหรืออุปกรณ์ใดๆในการตรวจวัดต่างๆ
(4) มีเครื่องตรวจวัดระดับน้ำฝนติดตั้งทั่วประเทศทุกๆ 17km รวมทั้งสิ้น 1,300 จุด ในจำนวนดังกล่าว 840 จุดสามารถตรวจจับทิศทางและความเร็วของลม อุณหภูมิและความชื้นโดยอัตโนมัติ และในพื้นที่ๆมีหิมะปกคลุมหนาจำนวน 330 แห่งก็สามารถวัดระดับการทับถมของหิมะได้ด้วย
(5) มีจุดวัดแผ่นดินไหว 670 จุดทั่วประเทศ และหากรวมจุดวัดของหน่วยงานในสังกัดส่วนราชการท้องถิ่น สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่ด้านภัยพิบัติด้วยแล้ว จะมีหน่วยวัดรวมทั้งสิ้น 4,368 จุดที่ทำงานร่วมกันภายใต้ระบบเดียวกันแบบ real time ของกรมอุตุนิยมวิทยา
(6) การประกาศและเตรียมพื้นที่อพยพเป็นหน้าที่ของส่วนราชการท้องถิ่น ภายใต้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และคำแนะนำจากกรมอุตุนิยมวิทยาผ่าน 3 รูปแบบ
- “สายตรง” จากกรมอุตุนิยมวิทยาไปยังส่วนราชการท้องถิ่น เมื่อเกิดสถานการณ์อันตราย หัวหน้าหน่วยในพื้นที่นั้นๆจะโทรศัพท์ “สายตรง” ไปยังผู้บังคับบัญชาของส่วนราชการท้องถิ่นนั้นๆ แจ้งให้ทราบว่าจะเกิดฝนตกหนัก ฯลฯ “ภายใน…..ชั่วโมง กรมอุตุนิยมวิทยาจะประกาศเตือน”
- ก่อนประกาศให้ประชาชนทราบอย่างเป็นทางการ เจ้าหน้าที่กรมอุตุนิยมวิทยาจะแจ้งข้อมูลให้ผู้บังคับบัญชาส่วนราชการท้องถิ่นโดยตรง เพื่อช่วยให้การประกาศอพยพเป็นไปอย่างราบรื่น
- กรมอุตุนิยมวิทยาอาจจัดส่งทีมงานสนับสนุนการเตรียมรับภัยพิบัติ (JATT: Japan Meteorological Agency Emergecy Task Team) ไปช่วยส่วนราชการท้องถิ่นในกรณีที่เป็นภัยพิบัติขนาดใหญ่ ทีมงานจะเข้าไปประจำเฝ้าดูความเปลี่ยนแปลงและคอยประกาศเตือนให้ทันเวลา เพื่อที่ส่วนราชการท้องถิ่นจะได้ประกาศอพยพได้ทันเวลา หรือเริ่มฟื้นฟูความเสียหายได้จากเมื่อไร เป็นต้น
- ร่วมมือกันประกาศเตือนประชาชน ท่ามกลางสภาพล่อแหลมอันตราย ตัวแทนจากกรมอุตุนิยมวิทยาจะร่วมกับเจ้าหน้าที่จากส่วนราชการท้องถิ่นประกาศอพยพเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเชื่อมั่น
(7) การประกาศแจ้งเตือนภัยพิบัติจะถูกแบ่งให้เข้าใจง่ายเป็น 5 ระดับ เป้าหมายเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจได้ถูกต้อง
ระดับ 5 : รีบหาที่ปลอดภัยโดยเร็ว
ระดับ 4 : อพยพทุกคน
ระดับ 3 : อพยพผู้สูงอายุ (ใช้เวลามากกว่าคนทั่วไป)
ระดับ 2 : ตรวจตราช่องทางอพยพ (เช่นเช็คสถานที่อพยพ ดูเส้นทางใน Hazard map เป็นต้น)
ระดับ 1 : เฝ้าระวัง (ติดตามข้อมูลข่าวสาร ฯลฯ)
(8) หน่วยงานสำคัญในการแจ้งเตือนภัยพิบัติอีกแห่งคือ NHK ซึ่งถูกจัดให้เป็น “องค์กรสาธารณะ” มีหน้าที่แจ้งข้อมูลข่าวสารภัยพิบัติทั่วประเทศ
- NHK มีหน้าที่ต้อง “รายงานภัยพิบัติ” ทันทีไม่ว่าเวลาใด ทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ NHK จะหยุดออกอากาศรายการปกติ เปลี่ยนมารายงานภัยพิบัติเชื่อมโยงกับกรมอุตุนิยมวิทยา และผ่านเน็ตเวิร์คของ NHK ทั่วประเทศ ผู้ประกาศก็จะย้ำเตือนให้ประชาชนอพยพด้วยคำพูดและโทนการพูดที่ฝึกซ้อมกันมาอย่างดี
- ผู้ประกาศ NHK จะถ่ายทอดข้อมูลที่ได้รับจากกรมอุตุนิยมวิทยาโดยเร็ว และแม่นยำทุกคำ
- NHK จะคอยรายงานข้อมูล Lifeline (น้ำ ไฟ น้ำดื่ม ขนส่งสาธารณะ อาหาร ฯลฯ)
- จุดแข็งของ NHK คือไม่มีโฆษณาตลอด 24 ชั่วโมง มีกล้องอัตโนมัติของตัวติดตั้งมากกว่า 600 แห่งทั่วประเทศ สามารถถ่ายทอดสถานการณ์สดได้ มีสถานีโทรทัศน์ ภาคพื้นดิน 2 สถานี BS อีก 2 สถานี วิทยุ AM, FM, Internet Broadcast ฯลฯ
—————————-
* เป็นไปไม่ได้เลยที่จะปล่อยให้เพจประชาชนคนใดคนหนึ่งมาแจ้งเตือนอพยพ ฯลฯ การบูรณาการข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญในการบรรเทาความเสียหายจากภัยธรรมชาติที่สำคัญยิ่ง
21/09/2026
ทั้งโตเกียวและโอซากาก็ยังไม่ได้ใช้รถเก็บขยะ EV จริงจัง ยังคงอยู่ในช่วงทดลอง
(1) สำหรับเมืองโอซากา (Osaka City) การเก็บขยะกว่าร้อยละ 60 ได้จ้างบริษัทเอกชนจำนวนกว่า 300 บริษัททำ ขยะที่เหลือราวร้อยละ 40 หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมของเมืองใช้รถขยะราว 650 คัน เจ้าหน้าที่ราว 1,280 คนยังคงทำหน้าที่อยู่
(2) หลายปีมานี้ เมืองโอซากาพยายามลดต้นทุนการบริหารจัดการด้วยการ Outsourcing ให้เอกชนหลายแห่งเข้ามารับทอดต่อตามลำดับ ทั้งนี้เพื่อขจัดปัญหาการฉ้อโกง และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดขยะ ปัจจุบันขยะขนาดใหญ่ พลาสติค ตลอดจนขยะที่นำไปรีไซเคิ้ลได้แต่ละชนิดถูกแยกไปกำจัดที่โรงกำจัดเฉพาะแต่ละแห่ง ซึ่งเอกชนรับหน้าที่เป็นผู้เก็บรวบรวม ส่วนขยะสดก็กำลังทยอยใช้บริษัทเอกชนเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามก็ยังคงรักษาจำนวนเจ้าหน้าที่ของเมืองไว้จำนวนหนึ่ง
(3) สำหรับรถกำจัดขยะไฟฟ้าหรือรถขยะ EV นั้น เมืองโอซากาได้ทำสัญญาทดลองใช้กับ JFE Engineering และบริษัทเอกชนบางแห่งมาหลายปีแล้ว ภายใต้นโยบายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ ไฟฟ้าที่ใช้ชาร์จแบตเตอรี่เป็นไฟฟ้าที่ได้จากโรงงานเผาขยะของเมือง ปัจจุบันยังอยู่ในช่วงประเมิณศักยภาพการใช้งานประจำและยามเกิดภัยพิบัติอยู่
(4) สำหรับรถกำจัดขยะ BEV นั้น มีรถ Elf EV แบบ Body Building ของ Isuzu และอีกหลายต่อหลายค่ายทยอยออกมาก แต่เมื่อคำนึงถึงความต่อเนื่องในระยะทางการวิ่ง ต้นทุน และปัจจัยอื่นๆแล้ว รถ Hibrid ดูจะเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้มากที่สุดในขณะนี้
(5) หัวข้อที่ถูกนำมาพิจารณาเกี่ยวกับรถกำจัดขยะ EV คือรถขยะ EV ไม่ใช่แต่เพียงแค่วิ่งได้ จำเป็นต้องบรรทุกได้เป็นจำนวนมากและกำจัดขยะภายในตัวรถได้ด้วย ต้องใช้ไฟฟ้ามาก แบตเตอรี่จะหมดเร็วกว่ารถทั่วไป หากต้องชาร์จแบตเตอรี่บ่อยๆจะเก็บและกำจัดขยะไม่ทัน ยามเกิดภัยพิบัติไฟดับ อาจทำให้ขยะล้นเมือง
(6) แม้ปัจจุบันการชาร์จแบตเตอรี่จากสถานีที่ติดตั้งใหม่ๆจะเร็วขึ้นก็ตาม แต่ก็มีส่วนราชการท้องถิ่นอื่นๆให้ข้อมูลว่าจำเป็นต้องใช้งบประมาณกว่า 100 ล้านเยนต่อ 1 สถานี
(7) ปัญหาของรถขยะ EV คือแบตเตอรี่เสื่อมไปตามวันเวลา เพียงค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่ก็กินมูลค่ากว่า 100 ล้านเยนเช่นกัน หลังรถเก่าลง การขายต่อเป็นรถมือสองก็ขายยากเมื่อเทียบกับรถน้ำมันหรือรถไฮบริดจ์
(8) หากกำหนดให้เอกชนเร่งนำรถขยะ EV มาใช้ เมืองก็ต้องจ่ายเงินช่วยแก่เอกชนนั้นๆในจำนวนหนึ่ง
ด้วยเหตุผลข้างต้น โอซากา โตเกียวและเมืองใหญ่ๆหลายต่อหลายเมืองในญี่ปุ่นจึงยังไม่นำรถขยะ EV มาใช้กันจริงจัง
* ในภาพเป็นรถเก็บและกำจัดขยะ EV ของ Isuzu ที่เพิ่งเปิดตัวใหม่เมื่อเร็วๆนี้ รถกำลังวิ่งเข้าไปที่ด็อกเพื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ กินเวลาเพียง 3 นาที รถหนึ่งคันมีแบตเตอรี่น้ำหนักก้อนละ 180kg พร้อมมา 2 ก้อน หากไม่มีแบตเตอรี่สำรองจะกินเวลาชาร์จให้เต็มราว 10 ชั่วโมง
18/09/2026
"Nippon Ichi no Kyoen" (เทศกาลที่ร้อนแรงอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น)=Kishiwada Danjiri-matsuri/Osaka วันที่ 18,19,20 กันยายน
"Kyoen" แปลตรงตัวได้ว่า "งานเลี้ยงบ้าคลั่ง/สติแตก" เต็มไปด้วยผู้คนที่จัดเลี้ยงกันข้ามคืนข้ามวัน ทั้งดื่มทั้งกิน ฯลฯ
เทศกาลฉลองความอุดมสมบูรณ์ของธัญญาหารในฤดูใบไม้ร่วง / Kishiwada Danjiri Matsuri ถูกเรียกว่า "Nippon Ichi no Kyoen" เพราะมีหลายส่วนที่ผู้คนที่มาชมครั้งแรกๆมักอดตกใจไม่ได้ เช่น
(1) หากรวมวันซ้อมใหญ่แล้ว เทศกาลถูกจัดขึ้น 3 วัน 2 คืนเต็มๆ
(2) คนแทบทั้งเมืองพากันสวมเสื้อ Happi เสื้อยืดที่มีโลโก้ประจำตำบล ลำพังเมือง Kishiwada เมืองเดียวมี 22 ตำบลที่วิ่งรถลาก Danjiri ของตน
(3) ร้านรวงปิดไม่ทำมาหากิน หนุ่มสาวทั้งในเมืองและที่ออกไปทำงานที่อื่นพากันมาร่วมงานปีแล้วปีเล่า
(4) วิ่งรถด้วยความเร็วสูงแม้จะเป็นทางเลี้ยว ตรอกซอยแคบๆหักเลี้ยวลำบาก ก็ไม่ลดความเร็วลง
(5) บ่อยครั้งที่หัวรถ Danjiri วิ่งไปชนเสา ชนหลังคาบ้านเรือนห้างร้าน หรือเกิดอุบัติเหตุมีคนบาดเจ็บเสียชีวิต ก็ไม่เคยหยุดวิ่ง
(6) คนดูก็พากันไปชมตามจุดเลี้ยวรถอันตรายทั้งหลายปีแล้วปีเล่า
บ่ายวานนี้ เป็นการซ้อมใหญ่ก่อนวันจริง admin ไปดักคอยที่แยก S-Curve บริเวณถนน Kii Kaido ไปหลบอยู่หลังเจ้าหน้าที่ตำบล บังเอิญมีช่วงที่เจ้าหน้าที่ไม่ยกกล้องถ่ายภาพกันเลยๆพอได้ภาพตอนหักเลี้ยว (Yari-mawashi) มาเต็มๆ สนุกสนานตื่นเต้นมาก เป็นเทศกาลที่แม้จะดูบ้าคลั่งสติแตกแต่ก็มีระเบียบวินัยเคร่งครัด แยกกันทำหน้าที่ได้สมบูรณ์มากๆ
ค่ำนี้ว่าจะไปดูการวิ่งรถช้าๆหลังนำโคมจำนวนมากมาประดับประดารถจาก 19:00 น ไปแล้ว ไม่มีการกระโดดโลดโผนบนหลังคา เลือกที่จะไปชมแถวถนน Kii Kaido อีกเช่นกัน แถวนี้มีบ้านเรือน วัดวาอารามเก่าแก่เรียงรายอยู่สองข้างทาง สวยงามมาก
ส่วนพรุ่งนี้วันอาทิตย์ช่วงเช้ารถแต่ละคันจะทยอยวิ่งเข้ามานมัสการเทพเจ้าที่ศาล Kishijo-jinja สามารถถ่ายภาพได้พร้อมปราสาท Kishiwada
ท่านใดที่อยู่ในโอซากาวันนี้พรุ่งนี้ หาเวลาแวะมาชมความบ้าคลั่งสติแตกแต่มีระเบียบของชาวเมือง Kishiwada กันค่ะ หลายจุดบรรยากาศ Retro มาก
16/09/2026
ทำไมคนญี่ปุ่นเรียกกุ้ง Lobster ว่า "Ise-ebi" ?
กุ้ง Lobster ไม่ได้จับได้แต่เฉพาะที่ริมทะเลเมือง Ise จังหวัด Mie เท่านั้น แต่จับได้ทั่วไปตั้งแต่จังหวัด Ibaraki ไปจรดน่านน้ำแถบคิวชู และเมืองที่จับมากในปัจจุบันก็ไม่ใช่ Ise/Mie แต่อย่างใด กลับเป็น Chiba
(1) ที่มาของชื่อ
- นับแต่โบราณกาลแล้วที่จังหวัด Mie ที่เดิมเรียกกันว่า "Ise Shima Chiho" ขึ้นชื่อว่าโด่งดังเรื่องกุ้ง Lobster ผู้รู้เชื่อว่าเพราะถูกนำไปขายในกรุงเอโดะอยู่บ่อยๆ ผู้คนจึงขนานนามว่า "Ise-ebi"
- แต่ก็มีบางท่านเชื่อว่าเพราะกุ้งอาศัยตามโขดหิน (Iso) จึงชื่อว่า "Iso-ebi" ก่อนที่จะเพี้ยนมาเป็น "Ise-ebi"
- และบางท่านก็บอกว่าเพราะกุ้งใหญ่นี้มีเปลือกแข็งใหญ่ดังนักรบท่าทางมีกำลัง (Isei) มาก เป็นต้น
(2) รสชาติและเมนูแนะนำ
- Sashimi นักกินจะกินดิบเป็นหลัก เนื้อกุ้งเป็นๆจะออกใส เหนียวนุ่ม ยิ่งเคี้ยวยิ่งหวาน ร้านกุ้งจะเชือดกุ้งหลังเอาไปแช่ในน้ำเย็นให้กุ้งสลบไม่ดิ้นราว 15 นาที กินโดยจิ้มโชยุกับวาซาบิ เนื้อหวานและเหนียวกว่า Lobster ทั่วไปมาก
- หัวที่เหลือเอาไปเป็นน้ำซุปมิโซะ โดยหั่นครึ่งปิ้งไฟอ่อนๆราว 10 นาทีก่อนจะได้น้ำหวานจากมันในหัวกุ้ง
- กุ้งย่าง ผ่ากุ้งเป็นสองท่อนเหมือนกุ้งแม่น้ำบ้านเราแล้วย่างด้วยไฟอ่อนๆ ไม่ให้สุกแข็งเกินไป
(3) ฤดูกาล
- ตามแหล่งประมงหลักๆ จะอนุญาตให้จับ Ise-ebi ได้เฉพาะเดือนตุลา-เมษาเท่านั้น ช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่กุ้งมีรสอร่อยที่สุดด้วย โดยเฉพาะจากพฤศจิกา-กุมภา เนื้อจะแน่นและหวาน
- ช่วงหน้าร้อน กุ้งจะวางไข่ เนื้อจะไม่แน่น
(4) ร้านแนะนำใน Okage Yokocho/Ise, Mie
- เพื่อนๆที่จะมาเที่ยวศาล Ise-jingu ต้องผ่านย่านร้านอาหาร Okage Yokocho ซึ่งมีร้านค้าเรียงรายมากมาย ของกินดังของที่นี่คือ Matsuzaka Beef หรือ Ise-ebi
- สำหรับ Ise-ebi แนะนำร้าน Ebi Maru มีบ่อเลี้ยงกุ้งด้านหน้า ชั้นล่างเป็นเคาวเตอร์และโต๊ะนั่งได้กว่า 30-40 คน ชั้นสองก็กว้างขวาง คนจะแน่นมากช่วงวันหยุด
- เมนูที่ admin ลองเป็น Tendon ที่ใช้ Ise-ebi ตัวไม่ใหญ่ ราคา 5,500 เยน มีน้ำซุปเสิร์ฟมาด้วย ปริมาณกำลังพอดี หากินตามร้านเทมปุระทั่วไปในโอซากาไม่ค่อยได้ ร้านดีๆก็มีราคาสูงเกิน
ท่านใดไปแถวนั้นลองแวะไปชิมกันดูนะคะ
12/09/2026
เรื่องราวของ Minoru Yamasaki สถาปนิกชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น ผู้ออกแบบตึก Twin Tower ซึ่งพังทลายลงในเหตุการณ์ 9/11 โดย Katie หลานสาวนักแต่งหนังสือภาพของเขา
—————-
คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่มักไม่เคยรู้ว่าผู้ออกแบบตึก Twin Tower ในนิวยอร์คคือคุณ Minoru Yamasaki (1912-1986) คนอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น
Minoru เกิดที่อเมริกา แม้จะเผชิญกับการเยียดสัญชาติอย่างรุนแรงต่อคนเชื้อสายญี่ปุ่นในช่วงก่อนและหลังสงครามโลก แต่ท้ายสุดก็ประสบความสำเร็จเป็นหนึ่งในตัวแทนของสถาปนิกชาวอเมริกันในศตวรรษที่ 20
Katie Yamasaki (49 ปี) นักแต่งหนังสือภาพ หลานสาวของ Minoru เปิดเผยถึงความรู้สึกที่ซับซ้อนปนไปด้วยความรักและความหดหู่เมื่อนึกถึงภาพของตึก Twin Tower ในอดีตว่า “สิ่งที่คุณปู่วาดภาพไว้ห่างไกลกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมาก”
Katie เล่าให้คุณ Shimazaki Jun ผู้อำนวยการสำนักข่าว Kyodo ประจำกรุงนิวยอร์คฟังถึงปรัชญาในการออกแบบตึก Twin Tower ของคุณปู่ Minoru
(1) การถูกเยียดหยามกับความสำเร็จ
Minoru Yamasaki เกิดที่ชุมชนคนญี่ปุ่นใน Seattle บิดาเป็นชาวเมือง Toyama มารดาเป็นคนโตเกียว ทั้งสองอพยพมาอยู่อเมริกา Minoru ได้รับอิทธิพลจากน้าชายที่กำลังเรียนสถาปัตยกรรมและมักนำเอาพิมพ์เขียวอาคารมาโชว์เขาบ่อยๆ เมื่อโตขึ้นเขาจึงเลือกเข้าเรียนคณะสถาปัตย์ที่มหาวิทยาลัย Washington ใน Seattle
ช่วงนั้นตรงกับช่วงเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก เงินเดือนของบิดาที่ทำงานร้านรองเท้าเริ่มน้อยลง Minoru ต้องไปทำงานพิเศษในโรงงานปลากระป๋องเพื่อหาค่าเล่าเรียน แม้เขาจบการศึกษาด้วยคะแนนเกียรตินิยม แต่ก็ไม่ได้รับเสนอชื่อให้รับทุนไปศึกษาต่อที่ปารีสเช่นที่เคยเป็นธรรมเนียมปฎิบัติมา เวลานั้นคนเชื้อสายญี่ปุ่นไม่ได้รับอนุญาตแม้แต่ให้ใช้สระว่ายน้ำสาธารณะ จะไปซื้อตั๋วชมภาพยนตร์ในที่นั่งดีๆ คนขายก็มักบอกว่า “ตั๋วหมด” มันเป็นช่วงที่ผู้คนในอเมริกาเยียดเชื้อชาติอย่างเห็นได้ชัด
เพื่อทำงานในฐานะสถาปนิก Minoru ได้ย้ายไปอยู่นิวยอร์ค และได้พบกับนักเปียโนสาวเชื้อสายญี่ปุ่นที่จบจาก The Julliard School ทั้งสองได้แต่งงานกันเมื่อเดือนธันวาคม 1941 เพียงสองวันก่อนเกิดการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังอเมริกาเปิดสงครามกับญี่ปุ่น Minoru ต้องง่วนอยู่กับการร้องขอให้ทางการปลดปล่อยบิดามารดาของภรรยาที่ถูกจับส่งไปสถานกักกั้นในฐานะของ “คนของประเทศศัตรู”
Minoru เข้าทำงานในสำนักงานออกแบบแห่งหนึ่ง วงการออกแบบอาคารของอเมริกานั้นล้วนเต็มไปด้วยคนขาวที่จบจากมหาวิทยาลัยดังๆ ยากมากสำหรับคนเชื้อสายญี่ปุ่นที่จะไต่เต้าจนสำเร็จได้ และจากความเป็นคนร่างเล็ก ผลงานของเขาแรกๆถูกวิจารณ์ว่าเป็น “Feminine Arch” Ketie บอกว่า “คุณปู่รู้ว่าตัวเองจะได้รับการยอมรับในวงการสถาปนิกได้ก็ต่อเมื่อประสบความสำเร็จในระดับสูง”
ในปี 1949 Minoru เริ่มสร้างผลงานตามลำดับจากสำนักงานที่เขาร่วมเปิดกับเพื่อนที่ Detroit ในปี 1962 เขาได้รับเลือกเป็นผู้ออกแบบ Twin Tower ตามด้วยการได้รับลือกเป็นแบบหน้าปกของนิตยสาร TIME ในเดือนมกราคมปีรุ่งขึ้น สร้างความตกใจให้กับผู้คนมากมาย ตามมาด้วยการทำชื่อเสียงจากการออกแบบสนามบิน St.Louis ในมลรัฐ Missouriฯลฯ ก่อนจะเสียชีวิตเมื่ออายุ 73 ปีในปี 1986
(2) สิ่งที่ Minoru พร่ำสอนลูกหลาน
ตอน Minoru เสียชีวิต Katie เพิ่งมีอายุ 9 ปี Minoru มักจะพร่ำสอนลูกๆทั้งสามให้ “เป็นที่หนึ่ง” เสมอ คงเพราะเขาเองได้พยายามอย่างหนักจนประสบความสำเร็จ แต่ความทรงจำที่ Katie มีต่อ Minoru นั้นมีแต่ “คุณปู่ที่แสนอบอุ่นและใจดี” ไม่เคยร้องขอให้หลานๆที่ห้อมล้อมเขา “เป็นที่หนึ่ง” เลย
Katie มองว่าการที่ Minoru มุ่งมั่นกับงานอย่างมาก ทำงานทั้งยามค่ำคืนแม้จะเป็นวันหยุดคือปัจจัยที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ ในขณะเดียวกันก็เป็นสาเหตุที่บั่นทอนสุขภาพของเขา เธอจำได้ว่าเคยถามคนที่ทำงานในสำนักงานของคุณปู่ในวันหยุดว่า “มีใครอยากเป็นสถาปนิกไหม?” ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “No”
(3) Twin Tower ล้มครืนลงมาขณะกำลังคุยโทรศัพท์กับคุณพ่อ
Katie ได้รับการอบรมสั่งสอนจาก Kim บิดาซึ่งเป็นลูกชายคนที่ 2 ของ Minoru เสมอว่า “ขอเพียงให้ลูกมีความสุขในสิ่งที่ทำก็พอ” Kim ไม่เคยขอให้ลูก “เป็นที่หนึ่ง” ต่างกับ Minoru อย่างสิ้นเชิง
Katie เลือกเรียนด้านศิลปะ และมองหาหนทางทำประโยชน์ต่อสังคม ในปี 2000 ได้ย้ายจาก Detroit ไปอยู่นิวยอร์ค เธอไม่เคยบอกใครๆว่าคุณปู่เป็นสถาปนิกออกแบบตึก Twin Tower แต่ทุกครั้งที่นั่งรถไฟผ่านแถวอาคารก็อดภูมิใจไม่ได้
วันที่ 11 กันยายนเป็นวันที่เธอเพิ่งเข้าเรียนปริญญาโทที่ School of Visual Arts พอเห็นข่าวในทีวีจึงรีบโทรศัพท์หาบิดา ระหว่างทั้งสองคนคุยกัน อาคารอีกแห่งก็พังทะลายลงมา
Kim ยังคงทำงานที่สำนักงานของ Minoru แม้เขาจะเสียชีวิตไปแล้ว Kim จึงรู้รายละเอียดแทบทุกอย่างเกี่ยวกับการออกแบบอาคาร และก็รู้ได้ทันทีว่าจากโครงสร้างทำไมอาคารจึงพังทะลายลง
(4) ใบอนุญาตประกาศสงคราม
ไม่นานนัก อาคาร Twin Tower กลายเป็นสัญลักษณ์ “การต่อสู้กับการก่อการร้าย” ภาพนิ่งและวีดีโอของควันดำทะมึนที่พวยพุ่งบนยอดอาคารกลายเป็น “เครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ” สร้างความชอบธรรมให้กับสงคราม
Katie มองว่าหลักฐานแห่งความสำเร็จของคูณปู่ในฐานะสถาปนิกกลับกลายเป็น “ใบอนุญาตประกาศสงคราม” เธอคิดว่า “สำหรับคนที่ถูกกดขี่จากสหรัฐ Twin Tower เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของการครอบครองสถาบันการเงินของอเมริกา มันจึงถูกเลือกให้เป็นเป้าในการทำลายล้าง”
เมื่อคำนึงถึงชีวิตคนมากมายที่สูญเสียไปในเหตุการณ์ 9/11 ตามด้วยสงครามที่อเมริกาเผชิญอย่างต่อเนื่องจากนั้นมา “ฉันไม่อาจบอกได้ว่าเสียดายที่อาคารพังทะลายลง”
“การสูญเสียอาคารย่อมเทียบกับการสูญเสียชีวิตคนไม่ได้ ไม่มีอะไรสำคัญเท่าชีวิต จากวันนั้นมาครอบครัวเราไม่เคยพูดกันถึง Twin Tower อีกเลย”
Katie ย้ำอีก 2 รอบว่า “จะอย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่เห็นทิวทัศน์ของนิวยอร์ค ก็อดหวลคิดถึง Twin Tower ไม่ได้”
(5) พื้นที่แห่งสันติภาพ
ต่อคำถามที่ว่า “หาก Minoru ยังอยู่ในวันนั้น เขาจะคิดเช่นไร?”
Katie ตอบว่า “ฉันเชื่อว่าคุณปู่ปรารถนาให้อาคาร Twin Tower เป็นที่ๆผู้คนจากทั่วโลกมารวมกัน ทำงานกันอย่างสันติ ดีที่ท่านไม่มีชีวิตอยู่แล้ว หากท่านยังมีชีวิตอยู่คงแทบขาดใจแน่”
แต่สำหรับตัว Katie เอง เธอบอกว่าเหตุการณ์ 9/11 นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอพยายามเข้าใจชีวิตที่คุณปู่ผ่านมา หลังเหตุการณ์ 9/11 ได้เกิดความเกลียดชังต่อคนอิสลามไปทั่ว ครอบครัวชาวบังคลาเทศที่เคยอาศัยอยู่ที่อพาร์ตเมนท์ฝั่งตรงข้ามต้องย้ายออกไป มันทำให้เธอเจ็บปวด และเริ่มหันมามองอเมริกาและโลกมากขึ้น
อาคารที่เสร้างขึ้นแทน Twin Tower นั้น เบื้องต้นเป็นเสมือนสัญลักษณ์การเอาชนะการก่อการร้าย และได้ถูกตั้งชื่อว่า “Freedom Tower” ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น “One World Trade Center”
Katie บอกว่า “หากอาคารชื่อ ‘Freedom Tower’ เราควรหันมาถามตัวเองว่าเรากำลังสร้างสังคมที่มีเสรีภาพหรือไม่ ฉันเชื่อว่าทั้งศิลปินทั้งสังคมมีหน้าที่ต้องทำอะไรที่เป็นรูปธรรมเพียงพอต่อสัญลักษณ์ที่ตนสร้างขึ้น ฉันพยายามคิดถึงหน้าที่นั้นอยู่แม้จนทุกวันนี้”
ในฐานะนักเขียนหนังสือภาพ Katie ได้ผลิตหนังสือภาพ (Picture book) ออกมาหลายเล่ม หนึ่งในเล่มหนึ่งเมื่อปี 2022 เป็นหนังสือภาพเกี่ยวกับชีวิตของ Minoru ชื่อเรื่องว่า “Shapes, Lines and Light : My Grandfather’s American Journey” (รูปร่าง เส้น และแสง : การผจญภัยของปู่ในอเมริกา)
Katie บอกว่าเธอใช้หนังสือภาพเป็นเครื่องมือถ่ายทอดตนเอง เธอเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาด้วยความรู้สึกว่า หากมีใครอยากเขียนอัตชีวประวัติของคุณปู่ให้เด็กๆอ่าน เธอจะอาสาเขียน และอยากจะก้าวออกมาห่างเหตุการณ์ 9/11 เพื่อกลับมามองผลงานของคุณปู่ในมุมมองที่กว้างกว่า
(6) อะไรคือความรู้สึกต่อ Minoru Yamasaki ที่ Katie อยากถ่ายทอด
“ Twin Tower อาจเป็นผลงานเด่นของคุณปู่ แต่สำหรับฉัน ผลงานรุ่นแรกๆเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดปรัชญาของคุณปู่ในฐานะสถาปนิกได้ดีกว่ามาก”
Katie อธิบายในหนังสือภาพของเธอว่าสิ่งที่ Minoru ให้ความสำคัญคือ “ความสงบ ความตื่นเต้น ความยินดี” คุณปู่พยายามสร้างพื้นที่ๆเปี่ยมไปด้วยสามสิ่งข้างต้น ด้วยความเชื่อที่ว่ามันเป็นความต้องการพื้นฐานของทุกคน
“จากประสบการณ์ถูกเยียดเชื้อชาติในอดีต ทำให้คุณปู่พยายามให้คุณค่ากับการสร้างพื้นที่ๆงดงาม เปี่ยมไปด้วยการต้อนรับและเคารพต่อกันและกัน ไม่ว่าพื้นที่นั้นๆจะเป็นที่อยู่อาศัย เป็นมหาวิทยาลัย หรือโบสถ์วิหาร ทุกคนที่ก้าวเท้าเข้ามาควรได้รับความสำคัญด้านอารมณ์ความรู้สึก”
(7) เยี่ยมชมสถาปัตยกรรมผลงาน Minoru Yamasaki
สำหรับ Katie ผลงานที่เธอเชื่อว่าสามารถถ่ายทอดปรัชญาของ Minoru คือ McGregor Memorial Conference Center ใน Wayne State University ที่ได้รับรางวัลดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกอเมริกาหลังสร้างเสร็จในปี 1958 Katie เองก็จัดพิธีแต่งงานที่นี่
* McGregor Memorial Conference Center เป็นอาคารสีขาว 2 ชั้น ท่ามกลางความเงียบสงัดภายในอาคารที่เมื่อเปิดประตูเข้าไป จะพบกับแสงสว่างที่ลอดเข้ามาจากเพดานแก้วที่ซ้อนกันหลายชั้น ถ่ายทอด “ความสงบ ความตื่นเต้น ความยินดี” ดังที่ Katie อธิบายได้ชัดเจน
** 9/11 ในมุมมองของสายเลือดโดยตรงของสถาปนิกผู้ออกแบบอาคารคงเป็นมุมมองหนึ่งในหลายต่อหลายมุมมองของคนอเมริกันและคนหลากหลายในโลกค่ะ
11/09/2026
ว่าด้วยเรื่องขององุ่น (Budo) สารพัดชนิด
ฤดูองุ่นมาถึงแล้ว หิ้งขายองุ่นของร้านผลไม้เจ้าหนึ่งในห้าง Hanshin/Osaka นำองุ่นพันธุ์ใหม่ๆมาเรียงรายไว้อย่างน่าสนใจ ถูกสุดพวงละ 2,500 เยน แพงสุดพวงละ 12,960 เยน แต่ละพวงน้ำหนักกว่าครึ่งกิโลแน่ๆ เลยลองค้นเรื่องราวขององุ่นดู
(1) องุ่นทั่วโลกมีราว 10,000 ชนิด ปลูกในญี่ปุ่นราว 50-60 ชนิด
(2) องุ่นมักถูกแบ่งคร่าวๆจากสีเปลือกเป็น 3 อย่าง "แดง" "ดำ" และ "เขียว" ทุกพันธุ์ยามออกใหม่ๆเป็นสีเขียวทั้งนั้น แต่เมื่อโตขึ้น สารที่กำหนดสีจะถูกสร้างขึ้น ยกเว้นองุ่นสีเขียวที่ไม่มีสารดังกล่าว จึงเขียวอยู่ต่อไป
(3) บรรพบุรุษขององุ่นเป็นองุ่นจากยุโรป มีประวัติย้อนไปถึงราว 4,000-3,000 ปีก่อนคริสตกาล หลักฐานพบได้จากภาพเขียนบนกำแพงสมัยอียิปต์โบราณ
(4) องุ่นเข้ามาในญี่ปุ่นในสมัยนาราผ่านเส้นทางสายไหม
(5) นอกจากองุ่นยุโรปแล้ว อเมริกาเหนือก็มีองุ่นดั้งเดิมแต่โบราณ
(7) องุ่นที่ปลูกกันในญี่ปุ่นทุกวันนี้ได้จากการผสมพันธุ์ระหว่างองุ่นจากยุโรปและจากอเมริกา เริ่มปลูกกันแพร่หลายในจังหวัด Yamanashi ตั้งแต่สมัยเมจิ
(8) องุ่นรุ่นใหม่ๆ ยังไม่เคยชิมทยอยออกมาวางขายมากมาย ที่ดังๆราคาแพงก็เช่น Ruby Roman/Ishikawa, Queen Rouge/Nagano, Fuji no Kagayaki (Black Giant Muscat)/Yamanashi, Seto Giant/ Okayama เป็นต้น 2 ชนิดหลังนี้ เขาว่าระดับน้ำตาลสูงถึง 30 ก็มี หวาน กรอบ หอม ผู้รู้บอกว่า "Shine Muscat นั้นเก่าไปแล้ว"
เพื่อนๆที่มาญี่ปุ่นช่วงนี้ได้ชิมองุ่นพันธุ์ไหนกันบ้างค่ะ รสชาติเป็นอย่างไร admin ไม่ได้ซื้อผลไม้จากห้างเท่าไร ไปซื้อจากร้านผลไม้ในตลาดสด Temma เจ้าประจำ ถูกกว่ามาก
09/09/2026
Data Center ในญี่ปุ่นมีกี่แห่ง ตั้งอยู่ที่ไหน ใช้น้ำไฟเท่าไร อนาคตอย่างไร?
(1) ณ.ปลายปี 2025 ราว 220-240 แห่ง 85% ตั้งอยู่ในโตเกียว โอซากาและปริมณฑล โดยเฉพาะ Chiba ขึ้นชื่อว่า “Ginza of Data Center”
(2) จนถึงปี 2033 คาดว่าจะเพิ่มมากกว่าปัจจุบันราว 4.5 เท่า
(3) Data Center แบ่งเป็น 4 ประเภทตามชนิดการใช้งาน ได้แก่
(3.1) Hyper Scale หรือดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดยักษ์ จำเป็นต้องใช้พื้นที่ กำลังไฟมหาศาล พร้อมทั้งระบบทำความเย็นที่มีศักยภาพสูง เช่น Amazon (AWS), Google, Microsoft เป็นต้น
(3.2) Retail Colocation ดาต้าเซ็นเตอร์ที่เปิดให้บริษัทวิสาหกิจร่วมกันใช้ เช่นด้วยการให้เช่าหิ้งหรือที่ว่าง เช่น NTT Communications
(3.3) Enterprise ดาต้าเซ็นเตอร์เฉพาะของบริษัทหรือหน่วยราชการที่ให้ความสำคัญด้านความปลอดภัย มีข้อบังคับเข้มงวด เช่นสถาบันการเงินขนาดใหญ่ หน่วยราชการ หรือผู้ผลิตรายใหญ่
(3.4)Career Neutral ดาต้าเซ็นเตอร์ที่สามารถดึงเน็ตเวิร์คของบริษัทสื่อสารต่างๆมาใช้ได้อย่างเสรี เช่น NTT หรือ KDDI
(4) กำลังไฟที่ใช้
- ดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วไปใช้กำลังไฟไม่กี่ MW/1 โรง
- Hyper Scale กินไฟถึง 30-70 MW/1 โรง
- ดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับ AI รุ่นล่าสุดกินไฟถึง 200-1,000 MW (*ภายในปี 2033-2034 เมื่อดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับ AI รุ่นใหม่เสร็จ จะใช้ไฟราว 4 GW = กำลังผลิตไฟของโรงไฟฟ้าปรมาณู 4 โรง / ราว 4% ของกำลังไฟที่ญี่ปุ่นทั้งประเทศสามารถผลิตได้)
(5) กำลังน้ำที่ใช้
- ปัจจุบันใช้น้ำเฉลี่ย 89,000 ล้านลิตร/ปี
- คาดว่าจนถึงปี 2030 จะเพิ่มเป็น 120,000 ล้านลิตร/ปี (* ขณะนี้มีความพยายามที่จะลดภาระต่อสภาพแวดล้อมเช่นด้วยการดึงมวลอากาศเย็นในฤดูหนาวเข้ามาหล่อเสี้ยงแทน รวมไปถึงการใช้ Liquid Cooling เป็นต้น)
(6) การสำรองน้ำมัน
- ดาต้าเซ็นเตอร์ทุกแห่งจะมีเครื่องปั่นไฟขนาดยักษ์ของตนเอง โดยสำรองน้ำมัน Light Diesel หรือ Fuel Oil A ไว้ใต้ดิน ในปริมาณที่ใช้ได้ราว 72 ชั่วโมง
- Hyper Scale Data Center บางแห่งสำรองไว้กว่า 1 ล้านลิตร = ราวปั๊มน้ำมันกว่า 20 ปั๊ม
- ทำสัญญากับบริษัทค้าน้ำมันต้นทางให้ส่งน้ำมันให้ตนก่อนยามเกิดภัยพิบัติ
- มีเครื่องสำรองไฟฟ้าหรือแบตเตอรี่ขนาดยักษ์เพื่อป้องกันไม่ให้การจ่ายไฟชะงักแม้เพียงวินาทีเดียว
- น้ำมันที่สำรองไว้ก็ต้องมั่นกรอง ตรวจตราหรือเปลี่ยนใหม่เป็นประจำ กันไม่ให้คุณภาพเสื่อมถอย
- มีระบบป้องกันฟ้าผ่า แผ่นดินไหว รวมไปถึงการก่อการร้าย ฯลฯ
(7) การขออนุญาต เงื่อนไขในการก่อสร้าง
- Data Center ถือเป็น “Core Industries” ที่เกี่ยวข้องด้านความปลอดภัยของชาติ ต้องขออนุญาตจากกระทรวงเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม มหาดไทย ฯลฯ
- พื้นที่ๆตั้งต้องเป็นที่ๆสามารถดึงกำลังไฟฟ้าปริมาณมากเข้ามาใช้งานได้ / ต้องทำสัญญากับบริษัทไฟฟ้าในพื้นที่ล่วงหน้า
- ต้องเลี่ยงพื้นที่อันตรายจากแผ่นดินไหว Tsunami น้ำท่วม ฯลฯ โดยประเมิณจาก Hazard map
- ต้องเป็นพื้นที่ๆเข้าถึง internet และ landing station
(8) มาตรฐานและเงื่อนไขด้านความปลอดภัย
- มีกฎหมายด้านความปลอดภัย ต้องมั่นคงพอต้านทาน Cyber Attack ต้องรายงานผลเสียหายที่เกิดขึ้นทุกครั้ง
- ทำตาม Guideline ด้านความมั่นคงและปลอดภัยด้านเศรษฐกิจ และ Guideline ตามมาตรฐานของ Data Center ญี่ปุ่น
- มาตรฐานแบ่งตามระดับศักยภาพของ Data Center (* มี 4 Tier/ระดับ)
- ผ่านการรับรองด้านความปลอดภัยจากหน่วยงานสากลเช่น ISMS, AICPA, FISC เป็นต้น
(9) การยกเว้นด้านภาษีต่อ Data Center ต่างชาติ
- ไม่มีการยกเว้นภาษีนิติบุคคลเช่นประเทศกำลังพัฒนา
- ลดภาษีให้บางส่วนหากมีเงื่อนไขตรงกับที่รัฐบาลกำหนด
- จังหวัดบางแห่งยกเว้นภาษีโรงเรือนให้
- เพื่อกระจายดาต้าเซ็นเตอร์ไปนอกโตเกียวและโอซากา รัฐบาลนำ “ระบบภาษีส่งเสริมการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในภูมิภาคอื่นๆ” มาใช้
- ดาต้าเซ็นเตอร์ที่พยายามลดการปล่อยก๊าซคาร์บอกได้ออกไซต์จะได้รับยกเว้นภาษีจำนวนหนึ่งตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุน DX/GX
10) ภาพประกอบเป็นส่วนหนึ่งของ Data Center OS7 ของ NTT Communications
- ตั้งอยู่ที่เมือง Ibaraki ทางเหนือของจังหวัดโอซากา
- เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2019 มีห้องเก็บ server ขนาด 11,500 ตารางเมตร มีหิ้งวาง 5,000 หิ้ง คาดว่าจะใช้กำลังไฟ 35.5MW
- จากมีนา 2025 นำระบบ "Green Nexcenter" เข้ามาใช้กับ AI server เพื่อช่วยลดการใช้กำลังไฟ
- นำระบบ "Indirect evaporative cooling system" และระบบ "Liquid Cooling" เข้ามาใช้เพื่อช่วยลดทั้งกำลังไฟและปริมาณน้ำในการหล่อเย็น (*ไม่มีการเปิดเผยปริมาณน้ำที่ใช้)
07/09/2026
ท่านที่ใช้รถไฟใต้ดินสาย Midosuji ในโอซากามักเจอรถไฟหยุดกลางทางที่สถานี Nakatsu หรือสถานี Shin Osaka ทราบเหตุผลไหมค่ะ ?
บ่อยครั้งที่ใช้รถไฟ Midosuji Line ในโอซากาที่วิ่งจาก Nakamozu หรือ Tennoji มาสุดสายที่ Minoh Kayano หรือมาต่อ Shinkansen ที่ Shin Osaka รถไฟมักจะหยุดกลางทางที่ Shin Osaka หรือ Nakatsu ต้องคอยขบวนต่อไป แผนผังด้านล่างอธิบายเหตุผลไว้ให้เข้าใจง่ายมากคือ
1) เพื่อปรับจำนวนขบวนและเวลาวิ่งรถตามจำนวนผู้โดยสาร
- ระหว่าง Umeda-Esaka-Namba (ศูนย์กลาง) มีจำนวนผู้โดยสาร 250,000-430,000 คน เป็นช่วงที่รถแน่นที่สุด
- Shin Osaka-Esaka-Nakamozu (ต้นและปลายสาย) 70,000-160,000 คน
= จำนวนผู้โดยสารระหว่าง Umeda-Tennoji มีจำนวนมากที่สุด หากปล่อยให้รถไฟทุกขบวนวิ่งไปถึงสถานีสุดสาย จะทำให้ปลายทางมีรถว่าง สิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ จึงให้รถไฟหยุดที่สถานีกลางทางแล้ววิ่งกลับเพิ่มเที่ยวรถให้ถี่ขึ้น
2) เพื่อลดความแออัดที่สถานี Umeda ทำให้รถวิ่งกลับได้สะดวก
เหตุผลที่เลือกให้สถานี Nakatsu หนึ่งสถานีถัดไปของ Umeda เป็นสถานีพักรถมีรางแยกเข้าอู่เล็กๆสำหรับวิ่งกลับนั้น เพื่อทำให้ทั้งคนทั้งรถที่ใช้สถานี Umeda เปลี่ยนรถได้สะดวกรวดเร็วไม่ต้องรอเวลา (*Umeda มีผู้โดยสารวันละ 430,000 คน)
3) โครงสร้างเดิมในอดีต
สถานี Nakatsu ถูกสร้างมาให้มีรางแยกต่างหาก เพราะเดิมมีโครงการว่า Tanimachi Line จะวิ่งเข้ามาสถานี Umeda ด้วย แต่ภายหลังเปลี่ยนไปเป็นสถานี Higashi Umeda ห่างออกไป Midosuji Line จึงใช้ Nakatsu เป็นสถานีไว้กลับรถ
--------------
* แผนผังด้านล่าง admin ลองใช้ Gemini 3.8 ที่ Google แจกให้ใช้ฟรีสร้างจากแผนผังภาษาญี่ปุ่นที่ Nikkei Shimbun แสดงบน FB (สั่งให้แก้ 1 ครั้ง) ส่วนเนื้อหานั้น Nikkei เปิดไว้เฉพาะผู้เสียค่าสมาชิก ลองถามเนื้อหาที่อยากรู้จาก AI ดู ก็ได้รายละเอียด (ซึ่งเชื่อว่า AI ก็ไปเอามาจาก Nikkei และเว็ปไซต์อื่นๆ)
เมื่อ AI อธิบายขั้นตอนการเสริมความแข็งแกร่งต้านทานแผ่นดินไหวให้ฐานอาคารสถานีโตเกียวจากปี 2007-2012
1) อาคารสถานีโตเกียวสร้างเสร็จเมื่อปี 1914 น้ำหนักทั้งสิ้น 70,000 ตัน เอกลักษณ์อยู่ที่กำแพงอิฐแดงขนาดใหญ่ มีฐานรอบรับเป็น "เสาไม้สน" (Matsu-kui) จำนวน 11,000 ต้น
2) เสาไม้สน (Matsu-kui) ขึ้นชื่อว่าเมื่อแช่ในน้ำในโคลนจะไม่ถูกอากาศกัดเซาะ เหมาะกับสภาพดินบริเวณ Marunouchi ที่ระดับน้ำบาดาลสูงมาก
3) แม้โตเกียวเผชิญแผ่นดินไหวระดับ 7 ในปี 1923 อาคารสถานีโตเกียวก็ไม่ทรุดหนักสามารถใช้การต่อได้จนถึงการซ่อมแซมเสริมศักยภาพต้านทานแผ่นดินไหวครั้งใหม่จากปี 2017-2012
4) การเสริมความแข็งแกร่งครั้งนี้เพียงการเจาะรูกำแพงอิฐ สอดคานเหล็กจำนวนมากเข้าไปด้านในเหมือนสมัยก่อนไม่เพียงพอ จึงเปลี่ยนมาเป็นยกอาคารให้ลอยขึ้น นำมาตั้งบนฐานเหล็กชั่วคราว (Under Pinning Technology) ตามด้วยการถอนเสาต้นสนจำนวน 11,000 เสาออกทั้งหมด พบว่าแม้เวลาจะผ่านมา 100 ปี เสาทั้ง 11,000 ต้นยังคงสภาพงดงามไม่สึกกร่อนเลย (ปัจจุบันนำมาจัดแสดงเป็น artwork ที่ Tokyo Station Hotel ชั้น 1)
5) หลังถอนเสาต้นสนออกทั้งหมดอย่างระมัดระวังทีละต้นๆ จึงเริ่มขุดใต้ดินให้ลึกลงไปเพื่อสร้างชั้นใต้ดินชั้น 1 และ 2 ตามด้วยการสร้างฐานคอนกรีตพื้นด้านล่างสุดเพียงพอต่อการรองรับตัวอาคารทั้งหมด
6) เมื่อฐานใหม่เสร็จ ก็เริ่มจัดเรียงเครื่องต้านทานแผ่นดินไหว (ยางและแผ่นไม้ซ้อนสลับกัน) และ Hydraulic Damper จำนวน 500 อัน
7) หลังจากนั้นจึงค่อยๆลดระดับ Hydraulic Jack ลงทีละนิดๆ เพื่อย้ายตัวอาคารจากเสาเหล็กชั่วคราวมาไว้บนเครื่องต้านทานแผ่นดินไหวใหม่ ก่อนที่จะถอดฐานชั่วคราวนั้นออกไป แม้อาคารที่อยู่ระหว่างซ่อมแซมจะเผชิญแผ่นดินไหวระดับ 5+ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2011 ก็ไม่ปรากฎรอยร้าวแม้แต่นิดเดียว ทั้งนี้เพราะโครงสร้างหลักๆต่อการทานแผ่นดินไหวเสร็จเรียบร้อยแล้ว
8) ผลจากการเปลี่ยนฐานรองรับใหม่ครั้งนี้ทำให้ตัวอาคารเสมือนตั้งอยู่บนเบาะยางขนาดยักษ์ แม้จะเผชิญแผ่นดินไหวระดับใหญ่ แรงสั่นสะเทือนก็จะไม่กระทบอาคาร
9) บริษัทที่รับหน้าที่ซ่อมแซมมี 3 บริษัทคือ Kajima, Shimizu และ Tekken ภายใต้การออกแบบของสำนักงานสถาปัตยกรรม JR East
10) การซ่อมแซมยังรวมไปถึงการฟื้นฟูหลังคาโดมที่ถูกเพลิงไหม้ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมไปถึงการเสริมอิฐแดงซ้อนด้านนอกใหม่ อิฐแดงเก่ายังใช้เป็นฐานกำแพงด้านในต่อไป ทับด้วยอิฐแดงใหม่จำนวน 500,000 ก้อนที่บริษัท LIXIL ออกแบบมาให้มีสีและส่วนผสมพร้อมวิธีเผาที่ใกล้เคียงกับอิฐเดิมเมื่อกว่า 100 ปีที่แล้ว
จากการใช้ AI สร้างวีดีโอด้านล่าง ทำให้เห็นขั้นตอนการซ่อมแซมได้อย่างเป็นรูปธรรม น่าทึ่งมาก
https://www.facebook.com/reel/852031381238976
30/08/2026
ผู้คนพากันหลั่งไหลไปชมการแสดงผลงานของ Johannes Vermeer จิตรกรชาวฮอลันดาสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 Museum of Arts Osaka/ Aug 30,2026
ญี่ปุ่นเป็นประเทศเอเซียน้อยแห่งที่มีการจัดแสดงผลงานของจิตรกรดังๆระดับโลกเสมอ ทุกครั้งมักมีคนไปต่อแถวชมกันแน่นขนัด เช่นเดียวกับการจัดแสดงผลงานภาพวาดของ Johannes Vermeer ที่ Nakanoshima Museum of Arts ในโอซากาขณะนี้
เพื่อนๆคนไทยจำนวนไม่น้อยรวมทั้ง admin ไม่ค่อยรู้จักชื่อของ Vermeer เท่าใดนัก แต่ก็เคยเห็นผลงานของเขาในภาพที่ชื่อว่า "Girl with a Pearl Earring (1665) กันบ้าง ผู้รู้ถึงกับสรุปว่าภาพนี้เป็นภาพที่หญิงสาวในภาพแนะนำโลกให้รู้จักกับจิตรกรเจ้าของภาพก็ว่าได้ ว่ากันว่าความงามของภาพอยู่ที่สายตาของหญิงสาวที่กำลังหันมาจับจ้องสายตาผู้ชม และรายละเอียดมากมายในภาพ โดยเฉพาะการให้แสงและเงา ที่เด่นๆคือแสงที่ตกกระทบบริเวณใบหน้า
แม้จะไม้ค่อยมีความรู้ด้านภาพเขียนนัก แต่ admin ก็เห็นด้วย แสงที่ Vermeer ใช้ดูเด่นแทบทุกภาพ จากภาพทั้งหมดจำนวน 12 ภาพที่ขนมาจัดแสดง พร้อมกับภาพถ่ายภาพดังๆอีก 37 ภาพของเขาที่มักวาดหน้าต่างที่มีแสงเข้ามากระทบใบหน้าของนายหรือนางแบบเสมอ
---------
จากข่าวที่เผยแพร่ว่าภาพหญิงสาวสวมต่างหูไข่มุกที่นำมาจัดแสดงครั้งนี้เป็นการจัดแสดงในรอบ 14 ปี และคาดว่าจะไม่มีการนำภาพออกแสดงนอกประเทศเนเธอร์แลนด์อีกแล้วจากนี้ไป ทำให้ผู้คนหลั่งไหลไปจองตั๋วต่อแถวกันยาวเหยียดทุกวัน ตั๋วทุกใบต้องจองวันเวลาล่วงหน้า แม้เข้าไปในห้องจัดแสดงแล้ว กว่าจะขยับไปถึงสองภาพสุดท้ายที่เป็นเมนของงานครั้งนี้ก็เกือบราว 1 ชั่วโมงเศษ แต่ก็ได้เห็นภาพด้วยตาเปล่าชัดๆ สองภาพสุดท้ายสามารถถ่ายภาพได้ใกล้ชิดด้วย ขาออกมีแถวยาวรอชื่อของชำร่วยด้วย แต่ไม่ได้แวะดูค่ะ
* ชมได้ถึงวันที่ 27 กันยายน ค่าเข้าชม 3,000 เยน (จองตั๋วและเวลาล่วงหน้าได้ที่เว็ปไซต์ด้านล่างค่ะ)
https://t.pia.jp/pia/events/vermeer
ここをクリックしてあなたのスポンサー付きリスティングを獲得。
カテゴリー
住所
江坂町
Suita-shi, Osaka
564-0063
アラート
Japaninfoが新しいニュースやキャンペーンを投稿したら、いち早くメールでお知らせします。メールアドレスが他の目的に使われることはなく、いつでも配信を停止できます。